affa67c72c39353641e61f147fe07bdd

ชื่อ Section ; D.F.A.P #2

ชื่อ บทความ : Product Development Part 2

  • Supply Chain Management
  • Fashion Costing & Pricing and Line Cheat & Cheat Sheet
  • Trend Analysis
    • ความเชื่อมโยงระหว่างต้นทุนและราคา
    • องค์ประกอบของต้นทุนเช่น วัตถุดิบ, ค่าแรง, ค่าจัดการบริหาร, ค่าโสหุ้ย, ค่าขนส่ง, ค่าคอมมิชชั่น เป็นต้น
    • ปัจจัยที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงต้นทุน เช่น จำนวนการผลิต, ระยะเวลาการผลิต, ราคาวัตถุดิบ เป็นต้น
    • การตั้งราคาตามลักษณะคู่ค้า
    • ปัจจัยการต่อรองและการยอมรับราคา
  • หน้าแรกต้องมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เพื่อดึงดูดให้รู้สึกน่าอ่าน
  • รายละเอียดของแนวความคิดพร้อมภาพประกอบต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจน
  • รูปภาพผลิตภัณฑ์ต้องสวยและน่าสนใจ (ควรคิดวิธีการนำเสนอผ่านรูปของผลิตภัณฑ์)
  • ภาพรวมต้องมีความสะอาด และทันสมัย
  • ข้อมูลต้องกระชับรัดกุมและครบถ้วย โดยเฉพาะเรื่องราคาต่างๆ ให้ชัดเจน
  • รายละเอียดการติดต่อของผู้ขายต้องชัดเจนและมีทุกแผ่น

Supply Chain Management

ถึงแม้ว่านักพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์มากพอเพียงใด ก็ควรจะต้องมีความรู้พื้นฐานของระบบการจัดการที่เรียกว่า ระบบการจัดการแบบห่วงโซ่อุปทานด้วย เพื่อที่จะบริหารจัดการข้อมูลของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การขาย จนกระทั่งส่งมอบต่อลูกค้า และประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ของลูกค้าที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้การบริหารจัดการแบบห่วงโซ่อุปทานเป็นการแสดงการคาดคะเนของปริมาณหรืออัตราส่วนที่ต้องเผื่อไว้ในระหว่างขั้นตอนต่อขั้นตอน โดยการเผื่อไว้นี้อาจจะเป็นการเผื่อไว้ในรูปแบบของการประมาณค่าใช้จ่าย การผลิตผลิตภัณฑ์ที่เกินจากยอดการสั่งผลิตประมาณตามเกณฑ์ในแต่ละโรงงานเป็นผู้กำหนด ซี่งที่เกิดจากการคะเนนี้อาจทำให้เป็นตัวปัญหาที่เกิดจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น

            นอกเหนือจากนี้การบริหารจัดการแบบห่วงโซ่อุปทาน ยังมีหลักการในบริหารไว้ดังนี้

Bullwhip Effect (ปรากฎแส้ม้า)

            โดยโลติสติกคาเฟ่ กล่าวไว้ว่า “เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานเนื่องจากการขาดการสื่อสารที่ดีว่าอุปสงค์ของลูกค้าที่แท้จริงเป็นเท่าใด ทำให้เกิดความเข้าใจคำสั่งซื้อของลูกค้าตนเองผิดไป ทั้งนี้จะต้องประกอบด้วยปัจจัยหลักทั้ง 4  อย่าง ได้แก่ Inventory, Transportation, Facilities และ Information ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มการตอบสนองและเประสิทธิผลในโซ่อุปทานนั้น แต่ทั้งหมดมาพร้อมกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และผลกำไรที่ได้จาก Supply Chain

Waste Elimination

            กระบวนการกำจัดปัจจัยสิ้นเปลืองที่มีผลให้ห่วงโซ่อุปทานของการทำงานเกิดสิ่งที่ไม่คุ้มค่า โดยปัจจัยสิ้นเปลืองนี้ ไม่ว่าจะเป็น การผลิตที่มากเกินความจำเป็น การรอคอย สินค้าคงคลัง การทำงานซ้ำ เป็นต้น

Total cost optimization

            กระบวนการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนกับการให้บริการว่ามีผลอย่างไรต่อระบบการจัดการแบบห่วงโซ่อุปทาน ดังเช่น บริษัท ก ให้ความสำคัญต่อลูกค้าจึงมีการผลิตสินค้าคงเหลือไว้เป็นจำนวนมาก แต่บริษัท ข ให้ความสำคัญกับสินค้าคงเหลือจึงทำให้ต้นทุนไม่เสียไป ดังนี้การมองวิธีการนี้จึงเป็นตัดสินใจที่ให้ไม่เกิดหรือเกิดสินค้าคงเหลือได้

Supply and Demand synchronization

กระบวนการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายสุดท้ายเพื่อที่จะได้นำมาวางแผนการตลาดและระบบห่วงโช่อุปทานในระยะยาวเพื่อหาทางป้องกันไม่ให้เกิดปัจจัยที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อกระบวนการผลิต

Fashion Costing & Pricing และ Line sheet and Cheat sheet

ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ให้ได้คุณภาพตั้งแต่เริ่มต้นจนท้ายสุดส่งมอบงานให้กับผู้บริโภค นักพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์จะต้องให้มีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานของการคิดต้นทุนและการตั้งราคา เพื่อทำให้การออกแบบผลิตภัณฑ์นั้นเกิดความคุ้มค่าและเหมาะสมกับการลงทุนมากที่สุด โดยจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้

นอกเหนือจากนี้สิ่งที่ลูกค้าหรือผู้บริโภคที่ต้องจ่ายหรือใช้ หรือแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นมาจะต้องตระหนักถึงบริบทรอบๆด้วย เช่น เวลา ความเร็ว ความพึงพอใจ เป็นต้น

ทั้งนี้นักพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์มีความรู้เพียงพอในการบริหารจัดการต้นทุนแล้วจะต้องมีความเข้าใจในการใช้เครื่องมือที่จะช่วยให้ระบบกระบวนการผลิตหรือการวางแผนการผลิตมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น โดยใช้เครื่องมืออย่างการบริหารจัดการแบบ Line Sheet โดยจะอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Line Sheet ไว้ดังนี้

เป็นเครื่องมือการขายและการตลาดอันเป็นเอกสารการนำเสนอผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เห็นภาพรวมของลักษณะผลิตภัณฑ์ทั้งรูปร่าง หน้าตา สีสัน รวมถึงข้อกำหนดต่างๆ ในการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์และราคาแนะนำทั้งราคาขายปลีกและราคาขายส่ง ตลอดจนควรแสดงรายละเอียดของคอลเลคชั่น

ในการสร้าง Line Sheet ที่สมบูรณ์นั้นจะต้องเรียนรู้สิ่งที่ต้องคำนึงถึงต่อการสร้างอีกด้วย โดยสิ่งที่ต้องคำนึงถึงการในการสร้าง Line Sheet ประกอบด้วยสิ่งเหล่านี้

            นอกจากนี้ Line Sheet ยังช่วยเกิดความเชื่อมโยงกับการสร้างตราสินค้า ต้นทุน รวมถึงให้เกิดความแน่ชัดในกลุ่มของผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย การทำให้ทราบถึงการจัดการวางสินค้าในแต่ละฤดูกาลอีกด้วย

            สุดท้ายนี้อีกเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยทำงานไปพร้อมกับ Line Sheet เพื่อทำให้การทำงานและการสื่อสารเกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นคือ Fashion Cheat Sheet โดยเป็นเครื่องมือทางการตลาดในการช่วยขายสินค้า โดยมุ่งเน้นไปที่วิธีการใช้งานของผลิตภัณฑ์ และรูปแบบการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าหรือผู้บริโภคเกิดความเข้าใจต่อการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆง่ายขึ้น และช่วยให้ตัดสินใจซื้อได้อย่างเร็วขึ้น พร้อมทั้ง Fashion Cheat Sheet จะต้องมีความน่าสนใจ เข้าใจง่าย ข้อมูลชัดเจนและถูกต้อง รวมถึงอาจจะต้องมีภาพอ้างอิงประกอบการผลิตภัณฑ์ (Reference) ดังตัวอย่าง Fashion Cheat Sheet ด้านล่าง

การวิเคราะห์เทรนด์เพื่อประยุกต์ใช้ในการพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์ (Trend Analysis)

สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องนุ่งห่มแฟชั่น โดยเฉพาะที่ผลิตเพื่อจัดจำหน่าย การนำแนวโน้มความนิยมแฟชั่นหรือ Fashion Trend นั้นมาประยุกต์ใช้เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะมีผู้บริโภคจำนวนมากที่อิงและเกาะกระแสการแต่งกายตามเทรนด์ แบรนด์แฟชั่นจึงมีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจและรู้จักเลือกใช้เทรนด์ให้เหมาะสมกับแบรนด์ โดยต้องศึกษาว่ากลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ของคุณเป็นใคร รูปแบบการใช้ชีวิตเป็นอย่างไร รวมถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์เป็นอย่างไร เพราะแบรนด์ยังคงเป็นสิ่งหลักที่สำคัญที่สุด ในขณะที่เทรนด์เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล

แผนผังเส้นทางของเทรนด์ (Fashion Trend Map)

ฤดูกาลของแฟชั่น ที่มีผลต่อการแบ่งการจัดการสินค้าอย่างมีระบบ ไม่ว่าจะเป็น การเตรียมสินค้า การเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ในร้าน และการจัดการสินค้าคงเหลือ เป็นต้น จึงทำให้ฤดูกาลของแฟชั่นมีการแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก คือ

  • ฤดูกาลใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน (Spring-Summer) ระหว่างช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ถึง กันยายน
  • ฤดูกาลใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว (Autumn-Winter) ระหว่างช่วงประมาณเดือนสิงหาคม ถึง กุมภาพันธ์
  • สี (Color)

ซึ่งบริษัทที่ทำหน้าที่วิเคราะห์เทรนด์เพื่อการพยากรณ์ ที่เป็นที่ยอมรับและใช้กันอย่างกว้างขวางในระดับสากล ได้แก่ WGSN, MPD, Trendstop, Nellyrodi เป็นต้น ทั้งนี้สามารถตามเทรนด์ในแต่ละฤดูกาลได้จากบริษัทเหล่านี้ซึ่งจะมีการรวบรวมการพยากรณ์เทรนด์ไว้ทุกฤดูกาลของแฟชั่น

แหล่งที่มาของเทรนด์

            สำหรับการเกิดเทรนด์นั้น เกิดจากการเก็บข้อมูลการแต่งกายของผู้นำแฟชั่นตามหัวเมืองสำคัญต่างๆ ในโลก เช่น ปารีส, มิลาน, นิวยอร์ค และ โตเกียว เป็นต้น เมื่อรวบรวมข้อมูลได้แล้ว จึงนำมาทำการวิเคราะห์การแต่งกายที่ได้มาเพื่อทำนายและสรุปเป็นแนวโน้มความนิยมหรือเทรนด์แฟชั่นในอนาคต สำหรับในการศึกษา และวิเคราะห์เทรนด์ในแต่ละฤดูกาลองค์ประกอบของเทรนด์ประกอบด้วย

เป็นองค์ประกอบแรกที่ออกมาก่อนเนื่องจากมีความสำคัญต่อการกำหนดสีเพื่อผลิตสีผ้า บริษัทที่วิเคราะห์และกำหนดสี อาทิ Premiere Vision, Texworld ซึ่งโรงทอต่างๆ จะใช้เทรนด์สีสำหรับการผลิตผ้าในแต่ละฤดูกาล

  • วัตถุดิบ (Material)

สำหรับในองค์ประกอบเรื่องของวัตถุดิบ จะเป็นองค์ประกอบที่ถูกถ่ายทอดออกมาในระยะแรกๆ เช่นเดียวกับเทรนด์สี ซึ่งจะเป็นการวิเคราะห์วัสดุและพื้นผิวที่แตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล ซึ่งมีความสำคัญต่อการเตรียมวัสดุเช่นเดียวกับสี

  • ลายพิมพ์ (Print and Graphic)

ลายพิมพ์ มีความสัมพันธ์กับสีและผ้าเช่นกัน ซึ่งจะออกมาในช่วงต้นเพื่อให้เตรียมวัสดุได้ทัน

  • ตัวอย่างภาพลักษณ์การแต่งกาย (Look Book)

เป็นการแนะแนวว่าควรแต่งตัวอย่างไร การจับคู่และผสมผสานระหว่างรูปแบบต่างๆเป็นอย่างไรบ้าง ภาพลักษณ์การแต่งกายจะออกมาเป็นภาพรวมที่เป็นตัวแทนของเทรนด์

  • ภาพสองมิติเครื่องแต่งกาย (Workbook / Flat Pattern)

เป็นภาพเครื่องแต่งกายแต่ละชิ้นที่อยู่ในลักษณะวางราบ มีความชัดเจนในรายละเอียดโดยบอกถึง รูปทรง รอยต่อ รอยตะเข็บ และรายละเอียดของเครื่องแต่งกายให้สามารถเข้าใจได้ง่าย

นอกจากนี้ผู้มีอิทธิพลในช่วงเวลานั้นยังมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มความนิยมของเครื่องแต่งกายแฟชั่นอีกด้วย โดยผู้มีอิทธิพลต่อเทรนด์ (Influencer) เป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางกระแสสังคม ไม่ว่าจะเป็น ช่างภาพ ศิลปิน นักร้อง นักออกแบบ นักแสดง เป็นต้น ซึ่งสามารถนำมาใช้อ้างอิงเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมอื่นๆได้

หากนักพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์มีความรู้ความเข้าใจรวมถึงการประยุกต์ใช้เทคนิคต่างๆ ในการออกแบบแล้ว รวมถึงผนวกกับการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจากบริษัทเทรนด์แฟชั่น โดยนักพัฒนาฯ จะต้องมีความเข้าใจเรื่องการนำเทรนด์ไปใช้ด้วย ทั้งนี้การวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์อาจจะต้องมีการใช้เทรนด์แฟชั่นมาประกอบกับการออกแบบเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นมีความน่าเชื่อถือเพียงพอในระดับสากล แต่ในมีหลายคนยังไม่เข้าใจในการนำความรู้จากเทรนด์แฟชั่นมาใช้ โดยจะขออธิบายเพิ่มเติมไว้ดังนี้

การทำงานของแนวโน้มความนิยมของแฟชั่น และระบบการผลิตผลิตภัณฑ์แฟชั่น

การทำงานของแนวโน้มความนิยมของแฟชั่นหรือเทรนด์แฟชั่น เหมือนการนับถอยหลังเพื่อการเตรียมตัวในขั้นตอนต่างๆ สำหรับผลิตสินค้าเพื่อต้อนรับฤดูกาล ทั้งนี้เทรนด์กระแสใหญ่ (Megatrend) เกิดขึ้นในเวลา 2-5 ปีก่อนหน้า ซึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี วิถีชีวิต ทัศนคติ และประเด็นต่างๆ ทางสังคมผสมกับศิลปะ งานออกแบบ และแรงบันดาลใจ ต่อมาถูกแปลงเป็นเทรนด์สำคัญ (Major Trend) ระยะยาวประมาณ 2 ปีก่อนฤดูกาล ซึ่งประกอบด้วยแนวคิดของการออกแบบ โทนสี โทนอารมณ์ของฤดูกาล (Mood and Tone) ซึ่งใช้กำหนดองค์ประกอบ ต่อมาคือการทำนายสี พื้นผิว วัสดุ และการพัฒนาการใช้งาน โดยจะอยู่ในช่วง 18-24 เดือนก่อนถึงฤดูกาล ซึ่งผู้ผลิตวัตถุดิบจะนำเอาองค์ประกอบของเทรนด์ต่างๆ นี้มาใช้เพื่อเตรียมผลิตเป็นวัสดุประจำฤดูกาล ในเวลาต่อมาเทรนด์ก็เข้าสู่ระบบการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้งเครื่องแต่งกาย เครื่องหนัง เครื่องประดับรวมไปถึงเครื่องสำอางค์

เอกสารดาวน์โหลด : องค์ความรู้เรื่อง Product & Design Development

 

 

 

 Our Family                                                                                                                 


       


Alliance