3D Printing มิติใหม่ของวงการแฟชั่น

3D Printing มิติใหม่ของวงการแฟชั่น

ปัจจุบันความก้าวหน้าของกระบวนการผลิตแบบ 3D Printing กำลังกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิถีในด้านการออกแบบและการผลิตด้วยระบบดิจิตอล ซึ่งในขณะนี้ 3D Printing ได้สร้างประโยชน์มหาศาลให้กับทุกวงการ ทั้งยังปฏิวัติวงการสินค้าบริโภคและโลกของงานศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการแฟชั่นที่รับเทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้อย่างรวดเร็ว ลองมาดูกันซิว่าเทคโนโลยี 3D Printing จะเข้ากันได้ดีกับวงการแฟชั่นแค่ไหน

ก่อนอื่นเราจะกล่าวถึงนักออกแบบแฟชั่นต่างชาติผู้ซึ่งกำลังนำเทคโนโลยีมาใช้อยู่ในอุตสาหกรรมการออกแบบคือนักสถาปนิกชื่อ Julia Korner ผู้ซึ่งมีความรู้เป็นอย่างดีในขั้นตอนการทำโมเดล การแสกน และ การพิมพ์ 3 มิติ เสื้อผ้าสำเร็จรูปด้วยการพิมพ์แบบนี้ กลายมาเป็นแนวทางของเสื้อผ้าแคทวอล์คของ Haute Couture เช่น นักออกแบบชาวดัทช์ Iris Van Herpen

Julia Korner นักสถาปนิกชาวออสเตรเลียและอาจารย์ที่ American architect Greg Lynn’s Supra Studio ที่มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย (UCLA) Korner ใช้ซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ในการสร้างแบบจำลองจากงานของสถาปนิกเพิ่อสร้างการออกแบบแฟชั่น 3 มิติ ซึ่งสามารถบิดงอและปรับแต่งได้ ให้พอดีกับที่ต้องการ Korner เชื่อว่าการทำแบบ 3 มิตินี้ ไม่เพียงแต่เปลี่ยนการผลิตเสื้อผ้า แต่ยังจะปฎิวัติแนวทางเดิมของการซื้อเสื้อผ้าอีกด้วย

Korner ได้ร่วมมือกับ Iris Van Herpen ในการพิมพ์ดิจิตอลลงบนผ้าและทำเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป นำความรู้ทางเทคโนโลยีนี้เพื่อสร้างเสื้อผ้าที่ประณีตเข้าไปในการผลิตเสื้อผ้าในปัจจุบัน ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับการออกแบบแฟชั่นเลยทีเดียว

Iris-Van-Herpen
ภาพจาก http://www.fashionforwardtrends.com

กระบวนการคือการแสกนร่างกายและสร้างแบบ 3 มิติ ทำให้นักออกแบบสามารถออกแบบงานได้ตามสัดส่วนของผู้สวมใส่ ซึ่งหากต้องเปลี่ยนขนาด ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงปรับแบบน้อยที่สุด การนำเทคโนโลยีมาใช้นี้เป็นการเปลี่ยนแปลงขั้นสำคัญ ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในชิ้นงานแฟชั่นเสื้อผ้าสำเร็จรูปเลยก็ว่าได้เช่นเดียวกันกับที่ไม่ต้องมีการฟิตติ้งใหม่ (refitting)  หมายความว่าถ้าคุณมีไฟล์เสื้อผ้าสำเร็จรูป 3 มิตินี้ จะมีการปรับเปลี่ยนใดๆก็ตาม เช่น ลำดับขั้นตอนการทำงาน (algorithm), แพทเทิร์น, ขนาด และการออกแบบ จะต้องปรับตามน้อยมาก

Korner เชื่อว่าการพัฒนาคุณสมบัติของวัตถุดิบที่สามารถผลิตในเครื่องพิมพ์ 3 มิติรวมถึงความยืดหยุ่นที่มากมายและความหนาแน่นของผืนผ้าในชิ้นงานนี้จะสามารถทำได้ ทำให้ผลิตเสื้อผ้าที่ใช้งานได้จริงมากขึ้น โดยเสื้อผ้า Haute Couture ผลิตได้ ตลาดระดับสูงถึงกลางก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน โดยผลิตได้จริงเพื่อจำหน่าย และในราคาที่ซื้อขายได้ด้วย

มาถึงการผลิต Mass บ้าง ชุดชั้นใน หรือชุดบิกินี่ ที่สร้างขึ้นจาก 3D Printer ซึ่งเลียนแบบชุดที่ใช้ผ้าในการผลิต โดยทุกส่วนประกอบของชุดจะไม่มีขั้นตอนของการเย็บแต่อย่างใด ทั้งนี้การออกแบบใช้อัลกอริธึมของสมการ “Circle Packing” (วงกลมชิ้นเล็กที่ต่อเชื่อมกัน) สร้างให้เป็นรูปทรงต่างๆ จึงสามารถไล่ระดับได้ตามความโค้งเว้าของรูปร่าง สะท้อนให้เห็นถึงความสลับซับซ้อนที่สวยงาม ทั้งยังมีความยืดหยุ่น และด้วยการพิมพ์จากไนลอน (Nylon) ทำให้มีคุณสมบัติเหนียว และกันน้ำได้อีกด้วย

และเมื่อประมาณต้นปี 2013 ก็ได้มีการเปิดตัวชุดราตรีรัดรูปที่ผลิตจาก 3D Printer ทั้งชุด พิมพ์ด้วยวัสดุไนลอน (Nylon) พร้อมด้วยคริสตัล Swarovski 13,000เม็ด ซึ่งถือเป็นชุดราตรีที่ผลิตโดยเทคโนโลยี 3D Printing ทั้งชุด ชุดแรกของโลกเลยทีเดียว ล่าสุด 3D printing ก็สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย เพราะแม้กระทั่งเวทีเดินแบบแฟชั่นชุดชั้นในของ Victoria Secret ในชุดของ Snow Queen ก็มีการใช้ 3D printing บวกกับคริสตัล Swarovski เข้ามาช่วยเนรมิตผลึกหิมะที่ประดับอยู่บนตัวของนางแบบเพื่อสร้างความสมจริง โดยมีแรงบันดาลใจมาจากแสงออโรร่า

Victoria Secret ในชุดของ Snow Queen
Victoria Secret ในชุดของ Snow Queen ภาพจาก http://www.rabbitprototype.com

นี่เป็นเพียงตัวอย่างอีกก้าวหนึ่งที่ 3D Printing เข้ามามีบทบาทในวงการแฟชั่นเครื่องแต่งกาย ยังไม่รวมถึงการออกแบบ และผลิตแอคเซสเซอรี่ต่างๆที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น เครื่องประดับชนิดต่างๆ กระเป๋า หรือรองเท้า ซึ่งในอนาคต ด้วยเทคโนโลยี 3D Printing หากคุณต้องการเสื้อผ้าสักชุด รองเท้าสักคู่ หรือเครื่องประดับสักชิ้นเพื่อไปออกงานคงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพียงแค่ออกแบบ คลิก แล้วพิมพ์

แปลและเรียบเรียงโดย : นลิน ปิ่นโรจน์
Fashion Product Development Manager

Leave a reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *